“แม่รออยู่ตรงนี้นะ… เดี๋ยวผมมา!” ประโยคลวงโลกของลูกเนรคุณที่ทิ้งแม่ชราไว้กลางป่าลึก

แต่ 3 วันให้หลัง… เสียงเคาะประตูบ้านกลับดังขึ้น พร้อมกับความจริงที่จะทำให้ลูกชั่วต้องคุกเข่าร่ำไห้ไปตลอดชีวิต!
ความมืดมิดของค่ำคืนและพายุฝนที่โหมกระหน่ำ ไม่ได้ทำให้จิตใจของ ‘กวิน’ ชายหนุ่มวัยสามสิบห้าปี รู้สึกหนาวเหน็บเท่ากับสิ่งที่เขากำลังคิดจะทำ กวินนั่งมอง ‘ยายนวล’ หญิงชราวัยเจ็ดสิบกว่าปีผู้เป็นแม่แท้ๆ ของตนเอง ที่กำลังนั่งหลับสัปหงกอยู่บนโซฟาเก่าๆ ในมุมหนึ่งของบ้าน ยายนวลป่วยเป็นโรคอัลไซเมอร์ระยะเริ่มต้น หลงๆ ลืมๆ และมักจะทำข้าวของในบ้านเสียหาย หรือบางครั้งก็เดินออกไปนอกบ้านจนกวินต้องตามหาให้วุ่นวาย
“กวิน! คุณจะทนอยู่กับแม่คุณไปถึงเมื่อไหร่!” เสียงแหลมปรี๊ดของ ‘รตี’ ภรรยาสาวสวยผู้รักความสบายตวาดขึ้น เธอเดินเข้ามาในห้องรับแขกพร้อมกับชี้หน้าแม่ผัวด้วยความรังเกียจ “วันนี้แม่คุณเอาสร้อยเพชรของฉันไปซ่อนในตู้เย็นอีกแล้วนะ! ฉันเบื่อเต็มทนแล้ว บ้านนี้มันควรจะเป็นวิมานของเราสองคน ไม่ใช่สถานสงเคราะห์คนชรา! ถ้าคุณไม่เอาแม่คุณไปทิ้งที่ไหนสักแห่ง ฉันนี่แหละจะหย่าและย้ายออกไปเอง!”
คำขู่ของภรรยาทำให้กวินที่รักและหลงเมียยิ่งกว่าสิ่งใด ตัดสินใจเลือกทางที่เลวทรามที่สุดในชีวิตลูกผู้ชาย… เขาตัดสินใจจะ ‘ทิ้งแม่’
เช้าวันรุ่งขึ้น กวินเดินเข้าไปหายายนวลที่กำลังนั่งปอกมะม่วงอยู่หลังบ้าน เขาปั้นหน้ายิ้มแย้มและสวมกอดแม่ชรา “แม่ครับ วันนี้อากาศดี เราไปทำบุญที่วัดป่าบนเขาดอยหลวงกันไหมครับ เขาว่ากันว่าศักดิ์สิทธิ์มากเลยนะแม่”
ดวงตาที่ฝ้าฟางของยายนวลเบิกกว้างด้วยความดีใจ รอยยิ้มปรากฏบนใบหน้าที่เต็มไปด้วยรอยเหี่ยวย่น “ไปสิลูก… ไปทำบุญกัน แม่จะแพ็กข้าวเหนียวหมูทอดของโปรดกวินไปด้วยนะ เผื่อลูกหิวกลางทาง”
คำพูดที่เต็มไปด้วยความรักและความห่วงใยของแม่ ไม่ได้ทำให้จิตใจที่มืดบอดของกวินสว่างขึ้นเลยแม้แต่น้อย เขาพยักหน้ารับก่อนจะพายายนวลขึ้นรถเอสยูวีคันหรูที่ซื้อด้วยเงินบำนาญก้อนสุดท้ายของแม่ กวินขับรถมุ่งหน้าออกจากตัวเมือง มุ่งสู่ภูเขาสูงชันที่ห่างไกลความเจริญ สองข้างทางเริ่มเปลี่ยนจากตึกรามบ้านช่องเป็นป่าทึบและหน้าผาสูงชัน ไม่มีแม้แต่สัญญาณโทรศัพท์หรือบ้านเรือนผู้คน
รถยนต์แล่นเข้ามาจอดที่จุดแวะพักริมทางที่รกร้างและเงียบสงัด มีเพียงศาลาไม้เก่าๆ ผุพังตั้งอยู่ท่ามกลางป่าลึก กวินพายายนวลลงจากรถ หญิงชราถือตะกร้าข้าวเหนียวหมูทอดไว้แน่น มองซ้ายมองขวาด้วยความงุนงง
“วัดอยู่ไหนล่ะลูก? ทำไมมีแต่ป่า…” ยายนวลถามเสียงสั่น
กวินหลบสายตาแม่ เขาจัดแจงให้ยายนวลนั่งลงบนม้านั่งในศาลาไม้ ก่อนจะเอ่ยประโยคที่เขาเตรียมมา “วัดอยู่เลยไปอีกนิดครับแม่ พอดีทางมันชัน รถเราหม้อน้ำน่าจะมีปัญหา… แม่รออยู่ตรงนี้นะครับ เดี๋ยวผมเดินไปซื้อน้ำขวดที่ร้านค้าข้างหน้าแป๊บเดียว แล้วเดี๋ยวผมมารับ แม่ห้ามเดินไปไหนเด็ดขาดนะ”
“จ้ะลูก… รีบไปรีบมานะ ป่ามันเปลี่ยว แม่กลัว” ยายนวลตอบรับอย่างว่าง่าย มือเหี่ยวย่นลูบตะกร้าอาหารเตรียมไว้ให้ลูกชายกิน
กวินหันหลังเดินกลับไปที่รถ เขาสตาร์ทเครื่องยนต์ เหยียบคันเร่งจนมิด และขับพุ่งออกไปจากจุดนั้นอย่างรวดเร็วโดยไม่แม้แต่จะหันมองกระจกหลัง ทิ้งให้หญิงชราวัยเจ็ดสิบปีนั่งรอคอยอย่างโดดเดี่ยวท่ามกลางป่าเขาลำเนาไพรที่กำลังจะถูกกลืนกินด้วยความมืดมิดของยามเย็น…
เมื่อกลับมาถึงบ้าน กวินและรตีเปิดแชมเปญฉลองความสำเร็จ รตีจัดแจงเก็บเสื้อผ้าและข้าวของเครื่องใช้ของยายนวลใส่ถุงดำโยนทิ้งถังขยะหน้าบ้านราวกับเป็นเศษขยะปฏิกูล กวินพยายามบอกตัวเองว่าเขาทำถูกแล้ว แม่แก่แล้ว อยู่ป่าแบบนั้นเดี๋ยวก็คงมีเจ้าหน้าที่ป่าไม้มาเจอแล้วพาส่งบ้านพักคนชราไปเอง เขาจะได้ไม่ต้องรับภาระอีก
แต่ทว่า… คืนนั้นพายุฝนโหมกระหน่ำอย่างรุนแรง ฟ้าแลบและเสียงฟ้าร้องดังสนั่น กวินนอนพลิกไปพลิกมา ภาพของแม่ที่นั่งกอดตะกร้าข้าวเหนียวหมูทอดด้วยความหวาดกลัวในศาลาร้างผุดขึ้นมาหลอกหลอนจนเขานอนไม่หลับ เขาพยายามสลัดความรู้สึกผิดทิ้งไป แต่หัวใจลึกๆ กลับถูกกัดกินด้วยความละอาย
วันเวลาผ่านไปครบ 3 วัน…
ฝนยังคงตกปรอยๆ ในยามค่ำ กวินนั่งดูทีวีอยู่ในห้องรับแขกเพียงลำพัง ส่วนรตีออกไปชอปปิงกับเพื่อน ทันใดนั้นเอง… เสียงเคาะประตูก็ดังขึ้นท่ามกลางความเงียบ!
ก๊อก… ก๊อก… ก๊อก…
กวินขมวดคิ้ว เขาเดินไปที่ประตูหน้าบ้าน คิดว่าเป็นพนักงานส่งของหรือรตีที่ลืมกุญแจ แต่เมื่อเขาบิดลูกบิดและเปิดประตูออก… เลือดในกายของเขาก็เย็นเฉียบราวกับถูกแช่แข็ง ขาทั้งสองข้างอ่อนระทวยจนแทบทรุดลงไปกองกับพื้น!
เบื้องหน้าของเขา… คือ ‘ยายนวล’
หญิงชราสวมเสื้อผ้าชุดเดิมที่เปียกปอนและเต็มไปด้วยคราบโคลน ตามแขนขาและใบหน้ามีรอยขีดข่วนจากกิ่งไม้ เนื้อตัวสั่นเทาด้วยความหนาวเหน็บ แต่สิ่งที่ทำให้กวินตกตะลึงจนตาถลน ไม่ใช่สภาพที่น่าเวทนาของแม่… แต่เป็นแววตาของยายนวลที่ไม่ได้ดูเลื่อนลอยหรือหลงลืมเหมือนเคย มันเป็นแววตาที่คมกริบ เด็ดเดี่ยว และเต็มไปด้วยความผิดหวังอย่างแสนสาหัส
และที่สำคัญ ยายนวลไม่ได้มายืนอยู่คนเดียว… ด้านหลังของเธอ มีเจ้าหน้าที่ตำรวจในเครื่องแบบสองนาย และชายวัยกลางคนใส่สูทท่าทางภูมิฐาน ซึ่งกวินจำได้แม่นยำว่าเขาคือ ‘ทนายสมภพ’ ทนายความประจำตระกูลที่เคยดูแลพินัยกรรมให้พ่อของเขา!
“ม… แม่… แม่กลับมาได้ยังไง…” กวินละล่ำละลัก เสียงสั่นจนแทบฟังไม่รู้เรื่อง
ยายนวลมองหน้าลูกชายที่เธอเบ่งออกมาด้วยความเจ็บปวด หญิงชราค่อยๆ ยกมือที่สั่นเทาขึ้นมา… ในมือของเธอไม่ได้มีไม้เรียวหรืออาวุธใดๆ แต่เธอถือ ‘ถุงพลาสติกที่ห่อหุ้มโฉนดที่ดินบ้านหลังนี้’ เอาไว้แน่น!
“มึงถามว่ากูกลับมาได้ยังไงงั้นเหรอไอ้กวิน…” เสียงของยายนวลไม่ได้แหบพร่าและเลื่อนลอยอีกต่อไป แต่มันเต็มไปด้วยความทรงพลังและเด็ดขาด “มึงคิดว่าคนเป็นแม่ที่ยอมทนกินน้ำข้าวเพื่อให้มึงได้กินเนื้อสัตว์ จะโง่จนจำทางกลับบ้านไม่ได้เลยเหรอ! มึงคิดว่าอาการหลงๆ ลืมๆ ของกู จะทำให้กูลืมความชั่วช้าที่มึงเอากูไปปล่อยทิ้งให้ตายกลางป่างั้นสิ!”
กวินหน้าซีดเผือด “แม่… ผมไม่ได้ตั้งใจทิ้งแม่นะ ผมแค่ไปซื้อน้ำแล้วหลงทาง ผมตามหาแม่แล้ว…”
“หยุดตอแหล!!” ยายนวลตวาดลั่นจนกวินสะดุ้งสุดตัว “กูนั่งรอมึงยันมืดค่ำ นั่งกอดข้าวเหนียวหมูทอดที่มึงชอบกินที่สุดเพราะกลัวว่ามึงกลับมาแล้วจะหิว ฝนตกหนัก ฟ้าผ่าเปรี้ยงๆ กูก็นั่งตากฝนรอเพราะกลัวมึงหาไม่เจอ… จนกระทั่งกูได้ยินเสียงวิทยุจากป้อมยามป่าไม้ กูถึงได้รู้ความจริง… ว่ามึงตั้งใจขับรถหนีกลับกรุงเทพฯ ไปแล้ว!”
น้ำตาของคนเป็นแม่ไหลอาบแก้มที่เหี่ยวย่น แต่มันไม่ใช่น้ำตาแห่งความอ่อนแอ มันคือน้ำตาแห่งการตัดขาดความผูกพัน
“รู้ไหมว่าสามวันที่กูรอดมาได้ กูไม่ได้บ้า กูไม่ได้ความจำเสื่อมจนช่วยตัวเองไม่ได้ กูเดินเท้าลงจากเขาไปขอความช่วยเหลือจากชาวบ้านและให้เขาพาไปแจ้งตำรวจ… และที่กูกลับมาวันนี้ กูไม่ได้กลับมาเพื่อขอเศษความรักจากคนเนรคุณอย่างมึง!”
ทนายสมภพก้าวออกมาข้างหน้า พร้อมกับยื่นเอกสารทางกฎหมายให้กวิน “คุณกวินครับ ตามพินัยกรรมและเอกสารสิทธิ์ที่คุณพ่อของคุณทำไว้ บ้านหลังนี้และเงินในบัญชีทั้งหมดเป็นชื่อของคุณนายระเบียบ (ยายนวล) แต่เพียงผู้เดียว ที่ผ่านมาคุณนายท่านแกล้งทำเป็นเลอะเลือนเพราะอยากรู้ว่าลูกชายที่ท่านรักดั่งแก้วตาดวงใจ จะดูแลท่านในยามบั้นปลายชีวิตได้หรือไม่… และบททดสอบนี้ คุณก็สอบตกอย่างสิ้นเชิง”
กวินตาโตเท่าไข่ห่าน เขาเพิ่งรู้เดี๋ยวนี้เองว่าแม่ของเขาไม่ได้เป็นอัลไซเมอร์ขั้นรุนแรง! ทุกอย่างคือการทดสอบ และเขาเพิ่งทำลายขุมทรัพย์และชีวิตของตัวเองลงกับมือ!
“ตามกฎหมายแล้ว คุณนายระเบียบมีสิทธิ์สมบูรณ์ในการเพิกถอนสิทธิ์การอยู่อาศัยของคุณ และตอนนี้ตำรวจได้ลงบันทึกประจำวันข้อหา ‘ทอดทิ้งบุพการีและพยายามฆ่าโดยไตร่ตรองไว้ก่อน’ เรียบร้อยแล้วครับ” ทนายความกล่าวเสียงเข้ม
ในขณะนั้นเอง รตีที่เพิ่งกลับจากการชอปปิง เดินถือถุงแบรนด์เนมเข้ามา พอเห็นตำรวจและยายนวลก็ตกใจสุดขีด “นี่มันเรื่องอะไรกันคะกวิน! ทำไมอีนังแก่นี่ถึงกลับมาได้! แล้วตำรวจมาทำไม โไล่มันออกไปเดี๋ยวนี้นะ!”
ยายนวลหันไปมองลูกสะใภ้ตัวแสบด้วยหางตา “ไม่ต้องไล่… เพราะคนที่ต้องไสหัวออกไปจากบ้านของกู… คือพวกมึงสองคน!”
กวินเข่าอ่อน ทรุดตัวลงคุกเข่ากอดขาแม่ชราเอาไว้แน่น ร้องไห้โฮราวกับหมาจนตรอก “แม่ครับ! ผมขอโทษ! ผมมันเลว ผมมันโง่ที่เชื่อเมีย! แม่ให้อภัยผมเถอะนะครับ ผมจะดูแลแม่เป็นอย่างดี ผมจะไม่ทิ้งแม่ไปไหนอีกแล้ว! อย่าไล่ผมออกจากบ้านเลยนะครับแม่!”
ยายนวลก้มมองลูกชายที่กำลังกอดขาเธอ รอยยิ้มที่เคยอบอุ่นบัดนี้เหลือเพียงความว่างเปล่า หญิงชราค่อยๆ แกะมือของกวินออกอย่างช้าๆ แต่เด็ดขาด
“ตอนที่กูขอร้องให้มึงพากูกลับบ้าน มึงเคยฟังไหม? ตอนที่กูหนาวสั่นอยู่กลางป่า มึงเคยกอดกูไหม? …มึงบอกกูว่า ‘แม่รออยู่ตรงนี้นะ เดี๋ยวผมมา’ …งั้นวันนี้ กูก็ขอสั่งมึงบ้าง…”
ยายนวลชี้มือออกไปที่ประตูรั้วหน้าบ้าน ท่ามกลางสายฝนที่กำลังตกลงมาอีกครั้ง
“มึงสองคนผัวเมีย เดินออกไปรออยู่นอกรั้วบ้านกูเดี๋ยวนี้… แล้วรอจนกว่ากูจะไปเรียก… ซึ่งมึงจำเอาไว้เลยนะ ว่ากูจะไม่มีวันเดินไปเรียกมึงกลับมาอีกตลอดชาติ! ไสหัวไป!!”
กวินและรตีถูกตำรวจเชิญตัวออกจากบ้านในคืนนั้นทันที เสื้อผ้าและถุงแบรนด์เนมที่รตีซื้อมาถูกโยนตามหลังออกไปตากฝนจนเปียกปอน กวินได้แต่นั่งคุกเข่าร้องไห้โหยหวนอยู่หน้าประตูรั้วเหล็กที่ถูกปิดล็อกอย่างแน่นหนา เขาสูญเสียทุกสิ่งทุกอย่าง ทั้งบ้าน รถ เงินทอง และที่สำคัญที่สุด… เขาสูญเสียความรักที่บริสุทธิ์และยิ่งใหญ่ที่สุดในโลกไปอย่างไม่มีวันได้กลับคืนมา
บทเรียนของลูกเนรคุณจบลงด้วยความพินาศย่อยยับ กวินต้องกลายเป็นคนเร่ร่อน ไร้ที่ซุกหัวนอน ในขณะที่ยายนวลได้ยกทรัพย์สินทั้งหมดให้เป็นทุนการศึกษาแก่เด็กกำพร้า เพื่อสร้างเด็กดีที่ไม่เนรคุณเหมือนลูกในไส้ของเธอเอง เป็นการปิดฉากความรักที่ถูกหักหลังด้วยความยุติธรรมที่สาสมที่สุด.



